พิพิธภัณฑ์"สึนามิ" เรียนรู้แบบมีชีวิต

 

สิ่งที่ผุดขึ้นในหัวของใครบางคน ภายหลังเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิสงบลง โดยเฉพาะหน่วยงานด้านการอนุรักษ์วัฒนธรรม คือ การก่อสร้าง "พิพิธภัณฑ์สึนามิและอนุสรณ์สถานสึนามิ" มติครม.มุ่งไปที่กระทรวงวัฒนธรรม เป็นหน่วยงานหลักจัดตั้งและเก็บรวบรวมหลักฐานบันทึก เป็นประวัติศาสตร์ไว้ทั้งหมด โดยขอความร่วมมือประเทศที่เคยมีประสบการณ์ เช่น ญี่ปุ่น อเมริกา แลกเปลี่ยนเรียนรู้งานวิจัย บุคลากร และการศึกษาดูงาน ถึงขั้นกำหนดว่าพิพิธภัณฑ์สึนามิต้องแล้วเสร็จภายใน 26 ธ.ค. 2548 หรือวันรำลึก 1 ปีเต็ม
หาดป่าตอง และหาดกมลา จ.ภูเก็ต เขาหลัก และบ้านน้ำเค็ม จ.พังงา เกาะพีพี จ.กระบี่กลายเป็นตัวเลือกในการสร้างอนุสรณ์สถานสึนามิ

 

ส่วนพิพิธภัณฑ์สึนามิ ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา จุดที่พบเรือตำรวจน้ำ 813 ซึ่งถูกคลื่นสึนามิซัดจากชายฝั่ง ข้ามถนนมาอีกฟากหนึ่ง เป็นระยะทางประมาณ 2 ก.ม. และหาดไม้ขาวที่ฝังศพนิรนาม จ.ภูเก็ต กลายเป็นสองตัวเลือก
ถ่ายวันที่ 28 ธันวาคม 47 หลังเกิดเหตูการณ์ 2 วัน และเป็นวันแรกที่ ใช้ถนนได้ สังเกตุมีเศษวัสดุ ที่กวาด จากถนนมากองอยู่ เลยถ่ายภาพมาฝาก :webmaster

แม้ว่ามติครม.ล่าสุด ระบุชัดว่า ควรตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมาดูแลเฉพาะ เพื่อระดมความเห็นหลายด้าน ทั้งยังเบรกกระทรวงเจ้าภาพไม่ให้รีบร้อนดำเนินงาน เพราะเห็นว่าควรรอฟังผลประชาพิจารณ์จากชาวบ้านและผู้นำท้องถิ่นเป็นหลัก แต่ในการดำเนินการกระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากรยังคงเดินหน้าทำงานอย่างต่อเนื่อง



การลงพื้นที่เก็บซากปรักหักพัง เศษสิ่งของที่หลงเหลืออยู่ เป็นวิถีทางแรกที่กรมศิลปากรทำ เพื่อรวบรวมทุกสิ่งที่ถูกทำลายล้างโดยคลื่นสึนามิไว้ให้มากที่สุด

แบบเบื้องต้นของพิพิธภัณฑ์สึนามิ มีการจำลองไว้ให้มีรูปแบบของสถาปัตยกรรมคล้ายคลื่นสึนามิ บนพื้นที่ 50 ไร่โดยประมาณ มีการจัดแบ่งเป็นส่วนที่จารึกชื่อผู้เสียชีวิต ทั้งยังนำวัสดุที่ถูกคลื่นสึนามิทำลายมาจัดแสดงไว้ด้วย

นางสมลักษณ์ เจริญพจน์ ผอ.สำนักพิพิธภัณฑ์ หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง กล่าวว่า เริ่มเก็บของตามความจำเป็นเร่งด่วน พยายามรวบรวมของที่ได้รับความเสียหายมาก่อน พอจะรวบรวมอะไรได้ก็ทำ

จากนั้นเริ่มตามต่อว่าของที่ได้มามีเรื่องเบื้องหลังอย่างไร เช่น รถคันที่ได้มาจากจุดไหน จอดอยู่ตรงไหนก่อน มีใครเห็นตอนที่รถคันนี้ถูกคลื่นซัด ม้วนอย่างไร กระเด็นแบบใด รวมถึงมีภาพประกอบหรือไม่ เพื่อให้คนที่มาดูของแต่ละสิ่งในพิพิธภัณฑ์เข้าใจเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ


ที่สำคัญที่สุดสิ่งของชิ้นนั้นต้องเล่าเรื่องได้



ของที่เก็บมาทุกชิ้น เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรจะเก็บรวบรวมไว้ที่สำนักงานศิลปากรที่ 15 จ.ภูเก็ต เพื่อคัดแยกโดยยึดแหล่งที่พบเป็นหลัก เช่น ของจากหาดกระรน หาดกมลา เขาหลัก บ้านน้ำเค็ม เป็นต้น ระหว่างนั้นจะใช้วิธีเก็บข้อมูลโดยสัมภาษณ์บุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะผู้ที่รอดชีวิต เพื่อทราบที่มาของสิ่งของแต่ละชิ้น รวมทั้งให้นักวิทยาศาสตร์แนะนำวิธีการอนุรักษ์ให้สภาพของดังกล่าวคงทนอยู่ได้ และยังรวมถึงการจัดทำทะเบียนวัตถุไว้ด้วย

"นอกจากจดรูปพรรณสันฐาน ให้หมายเลขวัตถุแล้ว ยังต้องระบุที่มาด้วยว่าได้มาเมื่อไหร่ อย่างไร มาจากแหล่งไหน เมื่อถึงเวลาจัดแสดงในอาคารพิพิธภัณฑ์แล้วอาจแยกเป็นหมวดไว้ เช่น หมวดวัสดุสิ่งของเครื่องใช้สำนักงาน ออฟฟิศ โรงแรม ร้านค้าหรือบ้านคน" นางสมลักษณ์กล่าว

สิ่งที่บ่งบอกได้ถึงห้วงเวลาที่เกิดเหตุได้เป็นอย่างดี เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร ชี้ว่า น่าจะเป็นนาฬิกาที่แต่ละเรือนหยุดเดินไม่พร้อมกัน แสดงให้เห็นว่าคลื่นยักษ์ถาโถมเข้าถึงบริเวณใดตอนไหน อีกชิ้นคือกระเป๋าเดินทางที่บอกได้ว่า บุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์อาจเสียชีวิตแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่ มีรูปพรรณสัณฐานหรือแหล่งที่มาอย่างไร

ข้าวของทุกชิ้นที่กรมศิลปากรเก็บรวมรวมไว้ขณะนี้ อาจไม่เพียงพอต่อการสืบค้น ประติดประต่อให้เป็นเรื่องราวของเหตุการณ์ในวันที่เรียกน้ำตาและน้ำใจจากทั่วทุกสารทิศได้ แต่กรมศิลปากรโดยสำนักพิพิธภัณฑ์เองยังพร้อมที่จะเปิดรับบริจาคสิ่งของที่อาจเป็นสื่อให้คนเข้าใจ ถึงเหตุการณ์ในวันนั้น โดยสามารถบริจาคได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติถลาง อ.ถลาง จ.ภูเก็ต สำนักพิพิธภัณฑ์ กรมศิลปากร หรือกระทรวงวัฒนธรรม



"พิพิธภัณฑ์สึนามิ" ที่กระทรวงวัฒนธรรม เรียกว่า "ห้องเรียนรู้ธรรมชาติแบบมีชีวิต" จะช่วยให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและหาวิธีป้องกันมหันตภัยใต้น้ำ รวมทั้งเรียนรู้จากบทเรียนที่เกิดขึ้นและอาจเกิดขึ้นซ้ำอีกได้ในอนาคต

เรื่อง/ภาพ -สุจิต เมืองสุข

 ที่มา www.matichon.co.th/tsunami 

อนุสรณ์สถาน "สึนามิ" การเรียนรู้ของชาวไทยและชาวโลก

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สมาชิกวุฒิสภา  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2548

เหตุโศกนาฏกรรมจากภัยธรรมชาติ "คลื่นยักษ์ สึนามิ" นำมาซึ่งความสูญเสียในชีวิต และทรัพย์สินอย่างใหญ่หลวงที่สุด ในประวัติศาสตร์ชาติไทย หากนับเฉพาะจำนวนยอดผู้เสียชีวิตในประเทศไทย มีมากกว่า 5 พันคน สูญหายอีกกว่า 3 พันคน บาดเจ็บมากกว่า 8 พันคน โดยครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นชาวต่างชาติที่มาเยือนบ้านเรา ยิ่งกว่านั้น มูลค่าความเสียหายทั้งในทางเศรษฐกิจ และทรัพยากรธรรมชาติยังมิอาจประเมินได้

อุบัติภัยธรรมชาติในครั้งนี้ ได้ส่งผลกระทบร้ายแรงไปทั่วทุกประเทศในแถบชายฝั่งทะเลอันดามัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้ อินโดนีเซีย ไทย พม่า บังกลาเทศ อินเดีย ศรีลังกา เกาะมัลดีฟส์ ไปจนถึงประเทศแถบชายฝั่งทะเลในทวีปแอฟริกา รวมจำนวนยอดผู้เสียชีวิต มีมากกว่า 1.5 แสนคน!

เราได้เผชิญกับด้านที่โหดร้ายของธรรมชาติร่วมกัน แต่เมื่อมรสุมร้ายผ่านไป ท้องฟ้าก็เปิดให้เราได้สัมผัสถึงอีกด้าน ที่งดงามของเพื่อนมนุษย์ร่วมสังคม ที่ต่างช่วยกันระดมสรรพกำลังความช่วยเหลืออย่างจริงใจ

ปริมาณเงินทองที่ทุ่มเทลงไปในพื้นที่นั้น อาจจะไม่สำคัญเท่ากับความรู้สึกที่ได้รับรู้ว่า "คนไทยไม่ทิ้งกัน" และ "เราไม่ได้ต่อสู้ช่วงเวลาที่โหดร้ายโดยลำพัง"

แต่ถึงที่สุดแล้ว เหตุโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ก็จะผ่านพ้นไปเหมือนกับเรื่องเศร้าอื่นๆ แน่นอนว่า คนรุ่นต่อไปคงจะจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในฐานะบทสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์โลกวันข้างหน้า ลูกหลานของผู้สูญเสียและผู้คนรุ่นต่อไป จะสามารถเรียนรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ได้อย่างไร

อนุสรณ์สถาน "สึนามิ"

หากเราเชื่อในประสบการณ์ และความรู้ เราก็ไม่ควรปล่อยให้ประสบการณ์ที่แลกมาด้วยต้นทุนชีวิตอันมหาศาลครั้งนี้ ต้องค่อยๆ ลบเลือนหายไปในกาลเวลา ขณะนี้ เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครทุกฝ่าย ยังคงอยู่ระหว่างการเก็บกู้เศษซากแห่งความสูญเสีย และความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นศพของผู้เสียชีวิต อาคารบ้านเรือนที่พังทลาย ทรัพย์สินมีค่าที่ถูกคลื่นยักษ์ทำลาย มีภาพข่าว ภาพถ่ายเหตุการณ์ ทั้งภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว มีคำบอกเล่าของบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ ผู้รอดชีวิต ผู้บาดเจ็บ ออกมาให้รับรู้กันอย่างกระจัดกระจาย

รัฐบาลสมควรเร่งดำเนินการสนับสนุนให้มีการสร้างสถานที่รวบรวมประสบการณ์ ความรู้ บทเรียน ความสูญเสีย ความทรงจำ ในรูปของอนุสรณ์สถาน "สึนามิ" เพื่อรำลึกถึงผู้สูญเสียในเหตุการณ์ และเตือนสติคนที่ยังอยู่ ให้มีความรู้ ความเข้าใจ รู้เท่าทันธรรมชาติ รู้เท่าทันความสูญเสีย และสามารถเตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคตได้

ทั้งยังจะเป็นสถานที่สำคัญ ให้ญาติมิตรหรือเพื่อนร่วมชาติของผู้เสียชีวิตทั้งในประเทศ และต่างประเทศเดินทางมาเยี่ยมคารวะได้อีกด้วย

ผมเห็นว่า อนุสรณ์สถาน "สึนามิ" ที่ควรจะดำเนินการนั้น น่าจะประกอบด้วย การจัดแสดงเรื่องราว เหตุการณ์ ที่ให้ประสบการณ์ความรู้ ดังต่อไปนี้

1) สถานที่ก่อสร้างอนุสรณ์สถาน น่าจะตั้งอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุในพังงา กระบี่ หรือภูเก็ต ที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นสึนามิอย่างร้ายแรง โดยที่การออกแบบตัวอาคาร น่าจะได้แฝงแนวคิดที่เตือนสติ ให้ระลึกถึงการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างมีสติ

2) ภายในอนุสรณ์สถาน สมควรจะได้รวบรวมภาพเหตุการณ์ ทั้งภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว (ไม่ใช่ลักษณะภาพศพอาชญากรรม) ที่แสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน โดยขอรวบรวมจากทั้งสื่อมวลชนในประเทศ และต่างประเทศ ตลอดจนตากล้องมือสมัครเล่นที่บันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ได้ทันท่วงที

รวมไปถึง คำให้สัมภาษณ์ คำบอกเล่าของผู้อยู่ในเหตุการณ์ ทั้งคนไทยและคนต่างชาติ ที่ควรมีการรวบรวม ประมวลข้อเท็จจริง เรียบเรียง บันทึกในรูปวิดีโอหรือเทปเสียง เพื่อให้ผู้มาเยี่ยมชมอนุสรณ์สถานได้รับฟังข้อเท็จจริง และความรู้สึกจากปากของผู้อยู่ในเหตุการณ์จริง

ที่สำคัญ ขณะนี้ควรเร่งให้มีการเก็บรักษา รวบรวมหลักฐานความสูญเสีย ความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ เช่น นาฬิกาที่หยุดเดิน ณ เวลาเกิดเหตุ เรือที่ถูกคลื่นซัดขึ้นไปเกยอยู่บนบก กระเป๋าสตางค์ แหวน กำไลข้อมือ รองเท้า กล้องถ่ายรูป ที่เสียหายในพิบัติภัย เพื่อนำมาจัดวาง นำเสนอให้คนรุ่นหลังได้สัมผัสรายละเอียดอย่างถึงแก่น

3) ในห้องหนึ่งของอนุสรณ์สถาน ควรจะมีบันทึกข้อมูลความสูญเสีย รายชื่อผู้เสียชีวิตทั้งหมด ทั้งคนไทยและต่างประเทศ ตลอดจนผู้สูญหายที่คาดว่าอาจจะเสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนี้ พร้อมทั้งรูปถ่ายเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ รวมไปถึงมีบริเวณกลางแจ้งของอนุสรณ์สถานให้เป็น "สุสานนิรนาม" สำหรับรำลึกถึงผู้เสียชีวิตที่ไม่ทราบชื่อ เพื่อให้ญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิตได้เดินทางมาเยี่ยม (คล้ายสุสานทหารที่สะพานข้ามแม่น้ำแคว) โดยจะต้องประสานงานกับญาติผู้เสียชีวิตและสถานทูต เพื่อให้ญาติผู้เสียชีวิตได้มีส่วนร่วม

4) บุคคลสำคัญที่เสียชีวิตในครั้งนี้ ก็สมควรจัดให้มีส่วนที่เป็นอนุสรณ์รำลึกถึง ไว้ในบริเวณอนุสรณ์สถาน "สึนามิ" นี้ด้วย

5) ควรจะมีการประมวลความเสียหาย ในด้านต่างๆ (นอกเหนือจากผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต) มานำเสนอแก่ผู้เยี่ยมชม อาทิ ความเสียหายต่อปะการัง ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศน์ในทะเล ระบบนิเวศน์ชายฝั่ง สัตว์น้ำ ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ให้เห็นความร้ายแรงของภัยธรรมชาติทั้งหมด

โดยระบุขอบเขตพื้นที่เสียหายทั้งหมด พร้อมทั้งนำเสนอภาพและประวัติความเป็นมาของสถานที่เกิดเหตุในแต่ละแห่ง ไม่ว่าจะเป็นพังงา ภูเก็ต กระบี่ ระนอง สตูล ตรัง เพื่อให้ผู้เยี่ยมชมได้สัมผัสถึงชีวิตของผู้คนและธรรมชาติที่งดงามในอดีต

6) ในอนุสรณ์สถาน ควรจะมีส่วนที่ให้ความรู้ ในลักษณะสื่อคอมพิวเตอร์ วิดีทัศน์ แบบที่โต้ตอบกับผู้มาเยี่ยมชมได้ เพื่อให้ข้อมูลความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับคลื่นสึนามิ ไม่ว่าจะเป็น การเกิดขึ้นในอดีต ลักษณะการก่อตัวทั่วไป ลักษณะของคลื่น การเคลื่อนตัว ตลอดจน สาเหตุและลักษณะของคลื่นสึนามิที่เกิดขึ้นในครั้งนี้อย่างละเอียด และนำเสนออย่างน่าสนใจ เป็นภาพเคลื่อนไหวในหลายมุมมอง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ควรจะมีการนำเสนอภาพจำลองเหตุการณ์คลื่นสึนามิในรูปของสื่อมัลติมีเดีย 3 มิติ เพื่อให้น่าสนใจ และอาจจะให้มีเครื่องจำลองสถานการณ์เคลื่อนไหวในรูป simulator เพื่อดึงดูดความสนใจของเยาวชนและคนหนุ่มสาวรุ่นหลังที่ไม่อาจจะจินตนาการไม่ออกว่าของจริงเป็นอย่างไร

7) ควรจะมีการให้ความรู้เกี่ยวกับระบบเตือนภัย ทั้งในแง่ของระบบตามธรรมชาติ เช่น การสังเกตสัตว์ และระดับน้ำทะเล และระบบเตือนภัยทางเทคโนโลยี ให้เข้าใจว่าระบบทำงานอย่างไร เราจะทราบได้อย่างไรว่าอาจจะเกิดสึนามิเมื่อใด

ที่สำคัญ ควรมีการให้ความรู้อย่างชัดเจน ถึงวิธีการปฏิบัติตัวเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์คลื่นสึนามิ ว่าจะป้องกันตัวอย่างไร มีการจัดวางระบบป้องกันภัยและระบบกู้ภัยไว้อย่างไร ซึ่งนอกจากจะทำให้ผู้มาเยี่ยมชมได้ความรู้ที่เป็นประโยชน์แล้ว ยังจะเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยวว่า ประเทศไทยมีการวางระบบเตรียมการที่มีประสิทธิภาพ

8) ควรจะมีห้องสมุด ที่รวบรวมบทบันทึก บทความ สารคดี งานเขียนทุกรูปแบบเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อมิให้สิ่งเหล่านี้ลบเลือนหายไปตามกาลเวลา เป็นเสมือนหมายเหตุของยุคสมัย ที่สะท้อนรายละเอียดของเหตุการณ์ในแง่มุมต่างๆ เอาไว้ให้คนรุ่นต่อไปใช้ศึกษาอ้างอิงมากที่สุด

งานนี้ไม่ใช่งานการเมือง จึงไม่ควรถือเป็นหน้าเป็นตา หรือเป็นธุระของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ไม่บังควรที่ใครจะใช้เป็นเครื่องมือหาเสียง เพราะจะทำให้สูญเสียพลังการมีส่วนร่วมกันของคนทุกฝ่ายไปอย่างน่าเสียดาย สังคมไทยไม่ควรให้บทเรียนอันมีต้นทุนมหาศาลครั้งนี้ ค่อยๆ ลบหายไปเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง

 

สิ่งแวดล้อมทะเลไทย /จดหมายเหตุ ร.๖ / คอจู้เจียง / พังงาในอดีต / เผ่ามอแกน(ชาวเล)
 มารู้จักสึนามิ / 10 ข้อ ระวังภัยสึนามิ /  พิพิธภัณฑ์สึนามิ / รวมสกุ๊ป-ภาพสึนามิ / ธาตุแท้เห็นได้เมื่อภัยมา

 Copyright © 2004  phangngacity.comE-mail