อนุสรณ์สถาน
"สึนามิ"
การเรียนรู้ของชาวไทยและชาวโลก
ดร.เจิมศักดิ์
ปิ่นทอง
สมาชิกวุฒิสภา
กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 11
มกราคม พ.ศ. 2548
เหตุโศกนาฏกรรมจากภัยธรรมชาติ
"คลื่นยักษ์
สึนามิ"
นำมาซึ่งความสูญเสียในชีวิต
และทรัพย์สินอย่างใหญ่หลวงที่สุด
ในประวัติศาสตร์ชาติไทย
หากนับเฉพาะจำนวนยอดผู้เสียชีวิตในประเทศไทย
มีมากกว่า 5
พันคน
สูญหายอีกกว่า
3 พันคน
บาดเจ็บมากกว่า
8 พันคน
โดยครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นชาวต่างชาติที่มาเยือนบ้านเรา
ยิ่งกว่านั้น
มูลค่าความเสียหายทั้งในทางเศรษฐกิจ
และทรัพยากรธรรมชาติยังมิอาจประเมินได้
อุบัติภัยธรรมชาติในครั้งนี้
ได้ส่งผลกระทบร้ายแรงไปทั่วทุกประเทศในแถบชายฝั่งทะเลอันดามัน
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
และเอเชียใต้
อินโดนีเซีย
ไทย พม่า
บังกลาเทศ
อินเดีย
ศรีลังกา
เกาะมัลดีฟส์
ไปจนถึงประเทศแถบชายฝั่งทะเลในทวีปแอฟริกา
รวมจำนวนยอดผู้เสียชีวิต
มีมากกว่า
1.5 แสนคน!
เราได้เผชิญกับด้านที่โหดร้ายของธรรมชาติร่วมกัน
แต่เมื่อมรสุมร้ายผ่านไป
ท้องฟ้าก็เปิดให้เราได้สัมผัสถึงอีกด้าน
ที่งดงามของเพื่อนมนุษย์ร่วมสังคม
ที่ต่างช่วยกันระดมสรรพกำลังความช่วยเหลืออย่างจริงใจ
ปริมาณเงินทองที่ทุ่มเทลงไปในพื้นที่นั้น
อาจจะไม่สำคัญเท่ากับความรู้สึกที่ได้รับรู้ว่า
"คนไทยไม่ทิ้งกัน"
และ "เราไม่ได้ต่อสู้ช่วงเวลาที่โหดร้ายโดยลำพัง"
แต่ถึงที่สุดแล้ว
เหตุโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในครั้งนี้
ก็จะผ่านพ้นไปเหมือนกับเรื่องเศร้าอื่นๆ
แน่นอนว่า
คนรุ่นต่อไปคงจะจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ในฐานะบทสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์โลกวันข้างหน้า
ลูกหลานของผู้สูญเสียและผู้คนรุ่นต่อไป
จะสามารถเรียนรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ได้อย่างไร
อนุสรณ์สถาน
"สึนามิ"
หากเราเชื่อในประสบการณ์
และความรู้
เราก็ไม่ควรปล่อยให้ประสบการณ์ที่แลกมาด้วยต้นทุนชีวิตอันมหาศาลครั้งนี้
ต้องค่อยๆ
ลบเลือนหายไปในกาลเวลา
ขณะนี้
เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครทุกฝ่าย
ยังคงอยู่ระหว่างการเก็บกู้เศษซากแห่งความสูญเสีย
และความเสียหาย
ไม่ว่าจะเป็นศพของผู้เสียชีวิต
อาคารบ้านเรือนที่พังทลาย
ทรัพย์สินมีค่าที่ถูกคลื่นยักษ์ทำลาย
มีภาพข่าว
ภาพถ่ายเหตุการณ์
ทั้งภาพนิ่ง
และภาพเคลื่อนไหว
มีคำบอกเล่าของบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์
ผู้รอดชีวิต
ผู้บาดเจ็บ
ออกมาให้รับรู้กันอย่างกระจัดกระจาย
รัฐบาลสมควรเร่งดำเนินการสนับสนุนให้มีการสร้างสถานที่รวบรวมประสบการณ์
ความรู้
บทเรียน
ความสูญเสีย
ความทรงจำ
ในรูปของอนุสรณ์สถาน
"สึนามิ"
เพื่อรำลึกถึงผู้สูญเสียในเหตุการณ์
และเตือนสติคนที่ยังอยู่
ให้มีความรู้
ความเข้าใจ
รู้เท่าทันธรรมชาติ
รู้เท่าทันความสูญเสีย
และสามารถเตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคตได้
ทั้งยังจะเป็นสถานที่สำคัญ
ให้ญาติมิตรหรือเพื่อนร่วมชาติของผู้เสียชีวิตทั้งในประเทศ
และต่างประเทศเดินทางมาเยี่ยมคารวะได้อีกด้วย
ผมเห็นว่า
อนุสรณ์สถาน
"สึนามิ"
ที่ควรจะดำเนินการนั้น
น่าจะประกอบด้วย
การจัดแสดงเรื่องราว
เหตุการณ์
ที่ให้ประสบการณ์ความรู้
ดังต่อไปนี้
1)
สถานที่ก่อสร้างอนุสรณ์สถาน
น่าจะตั้งอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุในพังงา
กระบี่
หรือภูเก็ต
ที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นสึนามิอย่างร้ายแรง
โดยที่การออกแบบตัวอาคาร
น่าจะได้แฝงแนวคิดที่เตือนสติ
ให้ระลึกถึงการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างมีสติ
2)
ภายในอนุสรณ์สถาน
สมควรจะได้รวบรวมภาพเหตุการณ์
ทั้งภาพนิ่ง
และภาพเคลื่อนไหว
(ไม่ใช่ลักษณะภาพศพอาชญากรรม)
ที่แสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน
โดยขอรวบรวมจากทั้งสื่อมวลชนในประเทศ
และต่างประเทศ
ตลอดจนตากล้องมือสมัครเล่นที่บันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ได้ทันท่วงที
รวมไปถึง
คำให้สัมภาษณ์
คำบอกเล่าของผู้อยู่ในเหตุการณ์
ทั้งคนไทยและคนต่างชาติ
ที่ควรมีการรวบรวม
ประมวลข้อเท็จจริง
เรียบเรียง
บันทึกในรูปวิดีโอหรือเทปเสียง
เพื่อให้ผู้มาเยี่ยมชมอนุสรณ์สถานได้รับฟังข้อเท็จจริง
และความรู้สึกจากปากของผู้อยู่ในเหตุการณ์จริง
ที่สำคัญ
ขณะนี้ควรเร่งให้มีการเก็บรักษา
รวบรวมหลักฐานความสูญเสีย
ความเสียหาย
ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้
เช่น
นาฬิกาที่หยุดเดิน
ณ
เวลาเกิดเหตุ
เรือที่ถูกคลื่นซัดขึ้นไปเกยอยู่บนบก
กระเป๋าสตางค์
แหวน
กำไลข้อมือ
รองเท้า
กล้องถ่ายรูป
ที่เสียหายในพิบัติภัย
เพื่อนำมาจัดวาง
นำเสนอให้คนรุ่นหลังได้สัมผัสรายละเอียดอย่างถึงแก่น
3)
ในห้องหนึ่งของอนุสรณ์สถาน
ควรจะมีบันทึกข้อมูลความสูญเสีย
รายชื่อผู้เสียชีวิตทั้งหมด
ทั้งคนไทยและต่างประเทศ
ตลอดจนผู้สูญหายที่คาดว่าอาจจะเสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนี้
พร้อมทั้งรูปถ่ายเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่
รวมไปถึงมีบริเวณกลางแจ้งของอนุสรณ์สถานให้เป็น
"สุสานนิรนาม"
สำหรับรำลึกถึงผู้เสียชีวิตที่ไม่ทราบชื่อ
เพื่อให้ญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิตได้เดินทางมาเยี่ยม
(คล้ายสุสานทหารที่สะพานข้ามแม่น้ำแคว)
โดยจะต้องประสานงานกับญาติผู้เสียชีวิตและสถานทูต
เพื่อให้ญาติผู้เสียชีวิตได้มีส่วนร่วม
4)
บุคคลสำคัญที่เสียชีวิตในครั้งนี้
ก็สมควรจัดให้มีส่วนที่เป็นอนุสรณ์รำลึกถึง
ไว้ในบริเวณอนุสรณ์สถาน
"สึนามิ"
นี้ด้วย
5)
ควรจะมีการประมวลความเสียหาย
ในด้านต่างๆ
(นอกเหนือจากผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต)
มานำเสนอแก่ผู้เยี่ยมชม
อาทิ
ความเสียหายต่อปะการัง
ทรัพยากรธรรมชาติ
ระบบนิเวศน์ในทะเล
ระบบนิเวศน์ชายฝั่ง
สัตว์น้ำ
ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ
ให้เห็นความร้ายแรงของภัยธรรมชาติทั้งหมด
โดยระบุขอบเขตพื้นที่เสียหายทั้งหมด
พร้อมทั้งนำเสนอภาพและประวัติความเป็นมาของสถานที่เกิดเหตุในแต่ละแห่ง
ไม่ว่าจะเป็นพังงา
ภูเก็ต
กระบี่
ระนอง สตูล
ตรัง
เพื่อให้ผู้เยี่ยมชมได้สัมผัสถึงชีวิตของผู้คนและธรรมชาติที่งดงามในอดีต
6)
ในอนุสรณ์สถาน
ควรจะมีส่วนที่ให้ความรู้
ในลักษณะสื่อคอมพิวเตอร์
วิดีทัศน์
แบบที่โต้ตอบกับผู้มาเยี่ยมชมได้
เพื่อให้ข้อมูลความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับคลื่นสึนามิ
ไม่ว่าจะเป็น
การเกิดขึ้นในอดีต
ลักษณะการก่อตัวทั่วไป
ลักษณะของคลื่น
การเคลื่อนตัว
ตลอดจน
สาเหตุและลักษณะของคลื่นสึนามิที่เกิดขึ้นในครั้งนี้อย่างละเอียด
และนำเสนออย่างน่าสนใจ
เป็นภาพเคลื่อนไหวในหลายมุมมอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ควรจะมีการนำเสนอภาพจำลองเหตุการณ์คลื่นสึนามิในรูปของสื่อมัลติมีเดีย
3 มิติ
เพื่อให้น่าสนใจ
และอาจจะให้มีเครื่องจำลองสถานการณ์เคลื่อนไหวในรูป
simulator
เพื่อดึงดูดความสนใจของเยาวชนและคนหนุ่มสาวรุ่นหลังที่ไม่อาจจะจินตนาการไม่ออกว่าของจริงเป็นอย่างไร
7)
ควรจะมีการให้ความรู้เกี่ยวกับระบบเตือนภัย
ทั้งในแง่ของระบบตามธรรมชาติ
เช่น
การสังเกตสัตว์
และระดับน้ำทะเล
และระบบเตือนภัยทางเทคโนโลยี
ให้เข้าใจว่าระบบทำงานอย่างไร
เราจะทราบได้อย่างไรว่าอาจจะเกิดสึนามิเมื่อใด
ที่สำคัญ
ควรมีการให้ความรู้อย่างชัดเจน
ถึงวิธีการปฏิบัติตัวเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์คลื่นสึนามิ
ว่าจะป้องกันตัวอย่างไร
มีการจัดวางระบบป้องกันภัยและระบบกู้ภัยไว้อย่างไร
ซึ่งนอกจากจะทำให้ผู้มาเยี่ยมชมได้ความรู้ที่เป็นประโยชน์แล้ว
ยังจะเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยวว่า
ประเทศไทยมีการวางระบบเตรียมการที่มีประสิทธิภาพ
8)
ควรจะมีห้องสมุด
ที่รวบรวมบทบันทึก
บทความ
สารคดี
งานเขียนทุกรูปแบบเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
เพื่อมิให้สิ่งเหล่านี้ลบเลือนหายไปตามกาลเวลา
เป็นเสมือนหมายเหตุของยุคสมัย
ที่สะท้อนรายละเอียดของเหตุการณ์ในแง่มุมต่างๆ
เอาไว้ให้คนรุ่นต่อไปใช้ศึกษาอ้างอิงมากที่สุด
งานนี้ไม่ใช่งานการเมือง
จึงไม่ควรถือเป็นหน้าเป็นตา
หรือเป็นธุระของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
ไม่บังควรที่ใครจะใช้เป็นเครื่องมือหาเสียง
เพราะจะทำให้สูญเสียพลังการมีส่วนร่วมกันของคนทุกฝ่ายไปอย่างน่าเสียดาย
สังคมไทยไม่ควรให้บทเรียนอันมีต้นทุนมหาศาลครั้งนี้
ค่อยๆ
ลบหายไปเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง
|