ธาตุแท้เห็นได้เมื่อภัยมา

    ภัยธรรมชาติที่ภาคใต้ของไทยเปิดให้เห็นมิติใหม่หลายประการเกี่ยวกับสังคมไทยในด้านหนึ่ง ภัยจากธรรมชาติในครั้งนี้ เป็นข่าวร้าย เป็นเรื่องเศร้าสำหรับผู้สูญเสียทุกคน ในอีกด้านหนึ่ง คลื่นจากแผ่นดินไหวแรงพอจะกระเทาะเปลือกนอกที่ฉาบทาไว้ออก ให้ได้เห็นสิ่งที่ถูกซ่อนอยู่ภายในตัวคนมากมายหลายประการ ทั้งดีและร้าย เมื่อคลื่นยักษ์ซัดตูมขึ้นสู่ฝั่งอันดามัน ถล่มอาคารบ้านเรือน แล้วกวาดข้าวของและผู้คนลงทะเล คนแรกที่หายไปในม้วนคลื่นคือ ซีอีโอ ในท้องที่ ในม้วนคลื่นระลอกต่อมา สิ่งที่คาดว่าน่าจะถูกกวาดลงไปด้วย คือแผนฉุกเฉินแห่งชาติ(ถ้ามี)

   คนที่อาสาไปช่วยทำงานต่างพูดกันถึงการทำงานที่ไม่มีระบบ ขาดการสั่งการและการประสานงาน ไม่เห็นชัดเจนว่า กองบัญชาการภาวะฉุกเฉินอยู่ ณ ที่ใด มีใครเป็นผู้สั่งการ ทุกคนทำงานตามสัญชาตญาณ และตามวินิจฉัยส่วนบุคคลว่านั่นเป็นสิ่งที่พึงกระทำแต่ในความสูญเสียนั้น ก็มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้น น้ำทะเลพัดพาน้ำใจคนธรรมดาๆ ทั่วประเทศขึ้นมาสู่พื้นผิว และท่วมนองเป็นความชื่นใจไปทั่วโลก น้ำใจที่ท่วมทัน เกินความคาดหมายของคนต่างชาติ หรือแม้แต่คนไทยเราเองบางคน ที่เคยนึกว่าน้ำใจอย่างนี้เหือดหายไปแล้วกับโลกแบบตัวใครตัวมัน พวกใครพวกมัน และทุกอย่างตีราคาเป็นเงิน น้ำใจเช่นนี้คือรากหญ้าที่เข้มแข็งยึดดินไว้แน่นเหนียว ทั้งคนจน คนมี คนหนุ่มสาวของและผู้สูงวัย ล้วนเต็มไปด้วยพลังที่พร้อมช่วยเหลือ แม้แต่ผู้ที่เผชิญกับภัยพิบัติต่อทรัพย์สินของตนเอง ก็ยังมีน้ำใจเอื้อเฟื้อถึงผู้อื่นที่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เหล่านี้จะเป็นตำนานเล่าขานกันไปอีกนาน แต่พลังเหล่านี้น่าจะสร้างผลงานได้มากกว่านี้ และเหนื่อยน้อยกว่านี้ ถ้าหากว่ามี ซีอีโอที่จะคอยเป็นผู้ชี้นำพลังน้ำใจให้หลั่งไหลไปให้ถูกที่ และตรงจุด เมื่อกระแสคลื่นจางลง ก็มีกระแสข่าวเข้ามาแทน วิญญาณแห่งวิชาชีพถูกปลุกให้ตื่นจากหลับใหล แพทย์จากทุกทิศ ทั่วประเทศเดินทางสู่ภาคใต้โดยสำนึกแห่งวิชาชีพ วิญญาณของผู้สื่อข่าวถูกปลุกขึ้นมาโลดเต็มที่ ในวันแรกๆ สื่อมวลชนแทบจะทำหน้าที่ทดแทนศูนย์ประสานงานเฉพาะกิจ ทำให้ข้อมูลลื่นไหล ลูกได้พบพ่อแม่ ผู้ประสบภัยบางหมู่บ้านได้รับความช่วยเหลือ ฯลฯ สื่อให้ความใส่ใจกับข่าวและบทความเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง อ่านแล้วได้ทั้งความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ ความรู้สึกดีๆ ต่อผู้คน และรู้สึกว่าสังคมน่าอยู่ขึ้น พื้นฐานความเป็นพุทธศาสนิกชนประคับประครองหลายคนในยามคับขัน อาสาสมัครหลายคนได้มรณสติ ตามที่ได้อ่านคำให้สัมภาษณ์ว่า "ไม่ได้รังเกียจศพเพราะว่าวันหนึ่งตัวเราก็จะเป็นเช่นนั้น"คำให้สัมภาษณ์ของผู้ประสบภัยหรือครอบครัวของผู้ประสบภัย แสดงให้เห็นถึงความมั่นคงของจิตใจที่มีหลักยึดมั่น ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่พยายามทำในสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้ที่ล่วงลับ คือการอุทิศส่วนกุศลไปให้ และมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดี ไม่ปล่อยให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วต้องกังวล(ถ้าเขามองกลับมา) แม้ว่าความว้าเหว่และการต้องปรับตัวปรับใจน่าจะยังคงอ้อยอิ่งเป็นรอยจารึกอยู่ในใจไปอีกนานในขณะเดียวกันเราก็เห็นสื่อมวลชนบางรายแพร่ข่าวด้วยความไม่รู้ เช่น กล่าวถึงพระภิกษุสวดส่งวิญญาณ ทั้งๆ ที่พิธีพุทธไม่มีทั้งการสวดส่งวิญญาณ และไม่มีดวงวิญญาณที่จะลอยไปไหนต่อไหน พิธีพุทธเป็นการเตือนสติผู้ยังมีชีวิตอยู่ และอุทิศส่วนกุศลในความดีที่กระทำเพื่อให้ผู้ล่วงลับได้อนุโมทนาบุญ แต่เวลาวิกฤต ก็เป็นเวลาของผู้ฉวยโอกาสด้วย ผู้นำการเมืองระดับชาติมากหน้าหลายตาเปลี่ยนกันลงพื้นที่เพื่อ "สั่งการ"นี่เป็นโอกาสในการแสดงความห่วงใยให้ปรากฏในสื่อสาธารณะ และโอกาสในการแสดงผลงาน ผู้เพิกเฉยละเลยต่อหน้าที่ในสายตาสาธารณะ ย่อมจะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักมิจฉาชีพฉวยโอกาสฉกทรัพย์ นักสวมรอยฉวยโอกาสแทรกตัวเข้าไปรับของแจกฟรีๆ แต่น่าสังเกตว่า มีข่าวน้อยรายเกี่ยวกับผู้ประกอบการที่ฉวยโอกาสโก่งราคาสินค้าและบริการ โดยส่วนใหญ่เป็นข่าวการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ สินค้าที่จำเป็นสำหรับการอุปโภค-บริโภค บางสินค้าขายในราคาทุนหรือราคาช่วยเหลือ โรงแรมหลายโรงเปิดให้อาสาสมัครและผู้ประสบภัยได้พักแรมเป็นการชั่วคราว ฯลฯต่างชาติทั่วโลกระดมทุนเพื่อช่วยเหลือประเทศที่ประสบภัยธรรมชาติในครั้งนี้ ประเทศไทยอยู่ในข่ายเพราะประสบภัย และเพราะต่างชาติซึ้งในความเอื้ออารีของคนไทย แต่นายกรัฐมนตรีของไทยออกมาปฏิเสธความช่วยเหลือทางการเงิน พวกที่รักศักดิ์ศรีดูจะยินดีพอใจกับท่าทีนี้ ท่าทีที่ว่า เราช่วยตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งผู้อื่น อันที่จริง นี่เป็นโอกาสอันดีของการขอความช่วยเหลือจากต่างชาติในเรื่องการฟื้นฟูชุมชน ชายหาด หรือว่าการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ไม่เพียงแต่ปฏิเสธเงินสะอาดจากน้ำใจคนหลายๆ ประเทศในโลกที่ต่างก็หยิบยื่นให้กับองค์กรการกุศลโดยไม่ถือเขาถือเราเท่านั้น แต่ท่านได้ฉวยโอกาสนี้เสนอขอแปลงน้ำใจให้เป็นเงิน ด้วยการขอสิทธิพิเศษทางการค้าแทนการรับเงินช่วยเหลือ น้ำใจใสๆ ของคนไทยที่ช่วยเหลือคนที่ประสบภัยทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนชาติใด ภาษาใดต้องหม่นมัวเกิดตะกอนไปในทันที กับการฉวยโอกาสหาผลประโยชน์(เพื่อชาติ) ในครั้งนี้การแปรวิกฤตให้เป็นโอกาส กับการฉวยโอกาส น่าจะมีความหมายที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ถนัดชัดเจน หลายๆ ย่างก้าวที่ตามมา น่าใจหายว่าสังคมของเรากำลังย้อนกลับไปสู่แนวเดิม ก่อนภัยธรรมชาติจากคลื่นยักษ์จะเข้ามาจู่โจม มีการพูดกันถึงเรื่องการจัดระเบียบชายหาดใหม่ ต้องรอดูว่า นี่จะเป็นการฉวยโอกาสไล่ที่บางคน บางกลุ่ม หรือว่าเป็นการแปลงวิกฤตให้เป็นโอกาส ด้วยการทำให้หาดงดงาม 
            แต่ก็เอื้อต่อการทำมาหากิน ของผู้คนที่อาศัยหาด เป็นที่เลี้ยงชีพด้วย เป็นการจัดระเบียบที่จะอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน มีผลเป็นรายได้ที่ดีขึ้นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง มีการเร่งก่อสร้างบ้านให้กับราษฎร ต้องเฝ้าดูต่อไปว่า นี่เป็นการฉวยโอกาสคว้างาน ไปทำด้วยงบประมาณที่อนุมัติง่ายๆ เพราะเป็นเรื่องฉุกเฉิน หรือว่าเป็นงานที่วางแผนมาอย่างดี ในอันที่จะสร้างชุมชนใหม่ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ต้องคอยดูต่อไปว่า ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์ จะรักษาบทบาทเชิงสร้างสรรค์และความเป็นผู้ "สื่อข่าว" อย่างเต็มภาคภูมิเช่นปฏิบัติการช่วงปลายปี ต่อไปเป็นเรื่องถาวร หรือว่าจะหวนกลับไปสู่การขายข่าวร้าย ข่าวเชิงลบ และเน้นหนักที่รายการเฮฮาบันเทิงเช่นเดิมจะมีการหันไปศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นกันด้วยการนำวิทยาการทางวิทยาศาสตร์เข้ามาจับหรือไม่ ทราบกันแล้วว่าชาวบ้านที่อยู่กับท้องทะเล มีวิธีสังเกตภัยอันตรายจากธรรมชาติที่เขาเองอธิบายด้วยศัพท์วิทยาศาสตร์ไม่เป็น เขาได้รับการถ่ายทอดความรู้และเรื่องราวมาจากบรรพบุรุษ คำบอกเล่าไม่ใช่สิ่งไร้สาระ เพราะคลื่นแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ กว่าจะเกิดขึ้นครั้งหนึ่งๆ ก็เกินชั่วชีวิตของคนหนึ่งคนไปแล้ว หรือว่าเราจะยังคงหมกมุ่นกับการนับถือและไล่ซื้อแต่เทคโนโลยีต่างประเทศมาใช้ต่อไปเรื่อยๆ และเห็นว่านี่เป็นอีกโอกาสหนึ่งของการจัดซื้อ อดถามตนเองไม่ได้ว่า สังคมของเราจะเป็นเช่นไรหนอ ถ้าภัยธรรมชาติครั้งนี้กลายเป็นจุดหักเหที่สำคัญในสังคม โดยสิ่งดีๆ จะได้รับการคัดสรรให้คงอยู่ต่อไป ส่วนสิ่งที่ร้ายๆ ก็โยนทิ้งไปพร้อมๆ กับขยะชายหาด โค้ชกีฬา ไม่ลงไปเกะกะอยู่กลางสนามแข่งขัน แต่คอยสังเกต วางแผน และสั่งการจากริมสนาม สังคมที่ให้อำนาจประชาชนมากขึ้น ควรจะมีรัฐบาลกลางที่เล่นบทสนับสนุนส่วนภูมิภาค(คือผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะ) ให้ทำงาน ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างได้ผล และชาวบ้านมีส่วน มีเสียง มีสิทธิ์ในการร่วมกำหนดชีวิตของชุมชนของตน โดยที่บ้านเมืองสามารถรักษาหลักการของการพัฒนาอย่างยั่งยืน และอยู่ในกรอบของกฎหมายที่ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างเสมอหน้ากันสังคมเช่นนั้น เป็นสังคมที่ผู้บริหารประเทศรู้ตัว และรับว่าประชาชนหรือชุมชน คือ "ลูกค้า" ผู้จ่ายเงินเลี้ยงข้าราชการและนักการเมือง และประชาชนโดยเนื้อแท้แล้วคือผู้ที่มีความตั้งใจดีต่อกัน พร้อมที่จะร่วมแรงร่วมใจกันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ขอเพียงให้มีเป้าหมายที่แน่นอนว่าต้องทำอะไร เพื่ออะไรสังคมหันมารับรู้ว่าคนกับธรรมชาติต้องอยู่ร่วมกัน หาดและทะเลจะฟื้นได้ด้วยตนเอง ขอเพียงให้คนอยู่นิ่งๆ ไม่ใช้เงินไปทำให้ธรรมชาติเสียหาย หรือว่าที่กล่าวมานี้ จะเป็นได้เพียงความฝันเท่านั้น เมื่อความตระหนกกับภัยพิบัติค่อยจางลงแล้ว ทุกคนในสังคมจะถูกฉุดกลับมาสู่โลกเดิม ก่อนเกิดคลื่นยักษ์อีกครั้ง 
แล้วเราทุกคนก็ดำเนินชีวิตต่อไปดังเดิม เหมือนหนึ่งว่าคลื่นนั้นเป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราวที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไร้ผลกระทบที่จริงจังและถาวร ถ้าเป็นเช่นนั้น ในอีกไม่ช้าไม่นานการหันหน้าเข้ามาช่วยเหลือกันและกันก็จะจางลง มีเวลาพอสำหรับการทะเลาะเบาะแว้งกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ทั้งการแย่งกันเอาหน้า แข่งกันเอาชื่อ ขัดขากันและกันเพราะหมั่นไส้ ฯลฯ คนที่ทำงานอย่างเหนื่อยยากในช่วงวิกฤต อาจจะตกที่นั่งไม่ต่างอะไรจากพระรองในนวนิยายที่ต้องผิดหวังหรือตายตอนใกล้จบ บางคนอาจจะเหมือนตลกสลับฉากบนเวทีละคร พอเรื่องคลี่คลายลงไปแล้ว จัดฉากใหม่เสร็จแล้ว ตลกก็ต้องลงจากเวที ปล่อยให้พระเอกนางเอกออกมาเล่นต่อไป เราจะเริ่มเห็นรัฐบาลเล่นบทเดิมๆ คือบทเจ้าบุญทุ่ม และคุณพ่อรู้ดี คือคิดว่าเงินแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง และให้กับผู้ประสบภัยในสิ่งที่ตนคิดเอาเองว่าดี (แต่ผู้รับอาจจะไม่ต้องการ)ผู้ที่อยู่ในฝ่ายทางการจะค่อยๆ คิด ค่อยๆ วางแผน บางทีก็ถกเถียงกันเอง บางครั้งวางแผนแล้วเปลี่ยน บางครั้งเป็นอุปสรรคซ้ำเติมผู้เคราะห์ร้ายเสียเอง ในขณะที่ผู้ประสบภัยที่เพราะต้องทำมาหากินเพื่อเลี้ยงชีพทนรอไม่ไหว พยายามหาทางช่วยเหลือตนเอง แล้วการขัดแย้งก็จะเกิดขึ้น ในเวลาไม่ช้าไม่นาน ชาวบ้านผู้ประสบภัยธรรมชาต จะกลายเป็น "ผู้ร้าย" "ผู้บุกรุก" "ผู้ประท้วง" ในสายตาของทางการ ซึ่งมีสาเหตุเบื้องต้นมาจากการทำงานที่ล่าช้าจนรอไม่ได้ การจัดสรรแบ่งปันทรัพยากรอย่างไม่เป็นระบบและไม่เป็นธรรม และการจัดการที่ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับชุมชนท่านผู้อ่านล่ะ ท่านคิดว่า สังคมของเราจะไปทางไหน ท่านอยากเห็นสังคมเราไปทางไหน และแต่ละท่านจะทำอะไรได้บ้างในฐานะปัจเจกบุคคลผู้มีเสียงหนึ่งเสียง เพื่อสร้างสังคมอย่างที่ท่านอยากจะเห็น

 

คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ โดย นวพร เรืองสกุล มติชนรายวัน วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9818

สิ่งแวดล้อมทะเลไทย /จดหมายเหตุ ร.๖ / คอจู้เจียง / พังงาในอดีต / เผ่ามอแกน(ชาวเล)
 มารู้จักสึนามิ / 10 ข้อ ระวังภัยสึนามิ /  พิพิธภัณฑ์สึนามิ / รวมสกุ๊ป-ภาพสึนามิ / ธาตุแท้เห็นได้เมื่อภัยมา

 Copyright © 2004  phangngacity.comE-mail