|
ปะการัง
เป็นสัตว์ทะเลที่ไม่มีกระดูกสันหลัง
จำพวกเดียวกับดอกไม้ทะเล
มีรูปร่างเป็นทรงกระบอก
ขนาดตั้งแต่ 1 มิลลิเมตร ถึง
1 เซนติเมตร
มักอยู่รวมกันเป็นกระจุกหรือเป็นกลุ่ม
ที่เรียกว่า โคโลนี
ซึ่งบางกลุ่มอาจจะมีขนาดของโคโลนีถึง
3 เมตร
แต่มีปะการังบางชนิดที่อาศัยอยู่แบบเดี่ยวและมีขนาดถึง
30 เซนติเมตร ชีวิตเล็กๆ
ของปะการังซึ่งมีอายุเพียง
2 สัปดาห์
จะสร้างหินปูนออกมาพอทับถมกันเป็นโครงร่างห่อหุ้มตัวอันอ่อนนุ่มของปะการังไว้ชั้นหนึ่ง
จากนั้นจึงจะค่อยๆ
แผ่ขยายออกไปเป็นกิ่งก้านสาขารูปร่างแตกต่างกันในปะการังแต่ละชนิด
ปรากฏให้เห็นเป็นแนวปะการังประดุจดังผืนป่าแห่งท้องทะเล
บางครั้งอาจพบแนวปะการังก่อตัวขึ้นเป็นเกาะปะการังก็มี
และนั่นก็คือ
ซากชีวิตเล็กๆ
ของปะการังที่ตายทับถมพอกพูนตามธรรมชาติมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน
ลักษณะพิเศษที่น่าสนใจของปะการัง
คือ
การอยู่ร่วมกันระหว่างพืชกับสัตว์ในตัวปะการัง
นั่นคือ
ภายในผนังเนื้อเยื่อชั้นในของปะการังเป็นที่อยู่ของสาหร่ายเซลล์เดียวที่เรียกว่า"ซูซานเทลลี่"
(Zooxanthallae) สาหร่ายหรือพืชชนิดนี้จะพบได้ในปะการังแทบทุกชนิด
และยังพบในเนื้อเยื่อของสัตว์ทะเลอื่นๆ
ที่มีสีสันสวยงาม
ซึ่งอาศัยอยู่ตามแนวปะการังด้วย
เช่น เพรียงหัวหอม
หอยมือเสือ
โดยสาหร่ายเซลล์เดียวซูซานเทลลี่จะมีการสังเคราะห์แสง
ทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตอาหารและพลังงานให้แก่ปะการัง
เพื่อนำไปใช้ในการเจริญเติบโตต่อไปและยังมีส่วนช่วยให้ปะการังสามารถสร้างหินปูนได้เร็วขึ้น

ชีววิทยาของปะการัง
ปะการังที่เจริญเติบโตเต็มที่จะให้กำเนิดลูกปะการังเล็กๆ
มากมาย
โดยวิธีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศจากการปฎิสนธิระหว่างไข่และสเปิร์มที่ถูกปล่อยออกจากปะการังตัวเต็มวัย
ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มหรือเป็นโคโลนี
เมื่อไข่ที่ได้รับการผสมพันธุ์และเป็นตัวอ่อนแล้ว
ตัวอ่อนจะล่องลอยไปตามกระแสน้ำจนกว่าจะสามารถหาที่จับเกาะได้
เช่น
พื้นหินตามใต้ท้องทะเล
การเดินทางผจญภัยในห้วงทะเลกว้างของลูกปะการังเต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นระทึกใจ
นอกจากจะต้องผจญภัยกับกระแสคลื่นที่ซัดไปมาแล้ว
ลูกปะการังเล็กๆ
ผู้น่าสงสารอาจตกเป็นเหยื่ออันโอชะของสัตว์ทะเลชนิดอื่นๆ
ได้โดยง่าย
ไม่มีใครจะสามารถกำหนดชะตากรรมของการเดินทางรอนแรมอยู่ท่ามกลางทะเลกว้างได้
บางครั้งลูกปะการังเหล่านี้ต้องล่องลอยไปอย่างไร้จุดหมายเป็นระยะทางไกลนับพันๆ
กิโลเมตร เพื่อหาที่พักพิง
ลูกปะการังที่เหลือรอดชีวิตจะช่วยกันก่อร่างสร้างบ้านหลังใหม่
จนในที่สุดเกิดเป็นแนวปะการังขึ้นมา
และนั้นคือจุดเริ่มต้นของชุมชนชีวิตใหม่ใต้ทะเล
หลังจากนั้นปะการังก็จะสืบพันธุ์ต่อโดยวิธีไม่อาศัยเพศ
โดยการแตกหน่อออกไปเรื่อยๆ
ตามแต่ลักษณะรูปร่างของปะการังแต่ละชนิด
และมีอัตราการเติบโตช้าเร็วต่างกัน
เช่น
ปะการังเขากวางบางชนิดเติบโตได้เฉลี่ยกว่า
10 เซนติเมตร ต่อปีเท่านั้น
ร่างกายของปะการังแยกได้เป็น
2 ส่วน
ส่วนแรกเป็นเนื้อเยื่อที่อ่อนนุ่มเรียกว่า
"โพลิบ (Polyp)"
รูปร่างเป็นทรงกระบอกปลายตัน
มีปากอยู่ตรงกลางของปลายท่อด้านบน
และมีหนวดอยู่รอบๆ
เป็นจำนวน 6
หรือจำนวนเท่าของหก
ส่วนที่สองเป็นโครงสร้างหินปูนที่แข็ง
โดยสร้างขึ้นมาห่อหุ้มตัวเรียกว่า
"คอรอลไลต์ (Corallite)"
ซึ่งเปรียบเสมือนแบบพิมพ์ที่จะคงสภาพอยู่ภายหลังจากที่เนื้อเยื่อเน่าเปื่อยหลุดไป
การกินอาหารของปะการัง
ทำโดยอาศัยหนวดที่มีอยู่มากมายคอยดักจับสัตว์ตัวเล็กๆ
เช่น แพลงค์ตอน จุลินทรีย์ต่างๆ
โปรโตซัว ตลอดจนอินทรียสารที่ล่องลอยอยู่ในน้ำเป็นอาหาร
โครงสร้างหินปูนที่ห่อหุ้มตัวปะการังไว้
จะถูกกัดกร่อนด้วย
กระแสคลื่นและถูกแทะเล็มจากสัตว์น้ำบางชนิด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งปลานกแก้ว
ที่มีขากรรไกรแข็งเป็นพิเศษ
ชอบกัดกินปะการังและย่อยสลายปะการังซึ่งมีโครงสร้างเป็นหินปูน
แล้วขับถ่ายออกมาเป็นเม็ดทรายที่ขาวละเอียด
ถูกคลื่นซัดสาดขึ้นไปบนชายฝั่งกลายเป็นชายหาดที่แสนสวยในเวลาต่อมา
แหล่งแพร่กระจายของแนวปะการัง
ถูกจำกัดด้วยอุณหภูมิของน้ำทะเลและแสงอาทิตย์
โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของปะการังจะอยู่ระหว่าง
23-25 องศาเซลเซียส
สูงสุดไม่เกิน 33
องศาเซลเซียส
และต่ำสุดไม่เกิน 18
องศาเซลเซียส
บริเวณดังกล่าวต้องเป็นที่ที่มีแสงสว่างส่องลงไปถึง
เพื่อสาหร่ายซูซานเทลลี่ที่อาศัยอยู่ร่วมกับปะการัง
สามารถนำไปใช้ในขบวนการสังเคราะห์แสงสร้างอาหาร
และผลิตก๊าซออกซิเจนให้แก่ปะการังด้วย
ระดับความลึกที่พบปะการังจึงมักไม่เกินระดับ
50 เมตร
แต่ถ้าหากแสงแดดส่องถึงมากเกินไปปะการังก็ไม่อาจเจริญเติบโตได้ดี
ในเรื่องของระดับความเค็มของน้ำทะเลที่เหมาะสมมีค่าประมาณ
30 - 36 ส่วนต่อพันส่วน
ปะการังไม่อาจเจริญเติบโตได้ดีในบริเวณที่มีตะกอนขุ่นข้น
และมีฝนตกระยะยาว
ด้วยเหตุนี้จึงพบเห็นแหล่งปะการังเฉพาะในน่านน้ำเขตร้อนและอบอุ่นเท่านั้น
จากรูปร่างภายนอกของปะการังที่มีลักษณะเด่นแตกต่างกันทำให้สามารถแบ่งกลุ่มของปะการังได้เป็น
7 กลุ่ม คือ
1) ปะการังก้อน
เป็นก้อนตันคล้ายก้อนหิน
ไม่มีกิ่งยื่นออกมา เช่น
ปะการังสมอง
2) ปะการังกิ่งก้าน
บางทีเรียกว่า
ปะการังเขากวาง
มีลักษณะเป็นแท่งรวมกันเป็นกระจุก
โดยไม่ติดต่อกันเป็นเนื้อเดียวกันตลอดทั้งก้อน
มักพบในบริเวณที่น้ำนิ่ง
เนื่องจากไม่สามารถทนทานต่อคลื่นลมที่รุนแรงได้
3) ปะการังหุ้มห่อ
หรือปะการังเคลือบ
มีลักษณะแผ่ขยายคลุมไปตามลักษณะของพื้นผิวที่ห่อหุ้มอยู่
4) ปะการังแผ่น
มีลักษณะแบบขยายออกไปตามแนวราบคล้ายโต๊ะ
อาจซ้อนกันเป็นชั้นๆ
บางครั้งเรียกว่า
ปะการังโต๊ะ
5) ปะการังผักกาด
หรือปะการังกลีบซ้อน
หรือปะการังแผ่นตั้ง
มีลักษณะเป็นแผ่นแบนติดกันหรือรวมกันเป็นกระจุกแบบใบไม้หรือผัก
จะพบอยู่ในแหล่งน้ำที่ตื้นหรือน้ำที่ใส
6) ปะการังพุ่ม
มีลักษณะเป็นพุ่มกลม
มีกิ่งก้านสั้น
เป็นแท่งรวมกันเป็นกระจุก
เป็นดง
หรืออาจพบอยู่ตามด้านบนของก้อนปะการังขนาดใหญ่
7) ปะการังเห็ด
มีลักษณะเป็นปะการังก้อนเดี่ยวที่ปะการังอยู่ตัวเดียว
มีปากอยู่ตรงกลางเคลื่อนที่ไปได้ช้าๆ
มักพบตามพื้นทรายระหว่างแนวปะการัง
แนวปะการังที่ครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่งทะเลทั่วไปนั้น
หากจะพิจารณารูปแบบโครงสร้างการก่อตัวแล้ว
สามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิด
โดยแนวปะการังเล็กๆ
ที่ก่อตัวและแพร่กระจายตามบริเวณชายฝั่ง
เรียกว่า "แนวปะการังชายฝั่ง"
ห่างจากฝั่งออกไปเป็นแนวปะการังที่มีโครงสร้างแบ่งได้เป็นเขตน้ำต่างๆ
ในช่วงน้ำลง
อีกทั้งถูกแบ่งกั้นจากชายฝั่ง
โดยทะเลสาบน้ำเค็ม (Lagoon)
เรียกว่า "แนวปะการังแบบกำแพง"
ส่วนแนวปะการังที่ก่อตัวในน่านน้ำทะเลลึกมีลักษณะเป็นวงแหวนหรือเกือกม้า
ซึ่งอาจเกิดจากภูเขาไฟยุบตัว
เรียกว่า "แนวปะการังแบบเกาะ"
แนวปะการังที่พบตามชายฝั่งทะเลไทย
จากลักษณะภูมิประเทศของชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทยที่มีลักษณะเป็นชายฝั่งทะเลน้ำตื้น
มีแม่น้ำใหญ่ๆ
หลายสายไหลลงสู่อ่าวไทย
เช่น แม่น้ำเจ้าพระยา
แม่น้ำแม่กลอง
แม่น้ำบางปะกง และอื่นๆ
น้ำทะเลจึงขุ่นมากกว่าน้ำทะเลด้านชายฝั่งทะเลอันดามันที่มีลักษณะภูมิประเทศค่อนข้างเป็นหน้าผาชัน
การก่อตัวของแนวปะการังของฝั่งทะเลอันดามันจึงเป็นไปได้ดีกว่าทางฝั่งอ่าวไทย
ทั้งนี้เพราะมีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่เหมาะสมกว่า
โดยเฉพาะความโปร่งใสของทะเล
แนวปะการังที่แผ่ขยายอาณาจักรครอบคลุมน่านน้ำชายฝั่งทะเลไทย
มีพื้นที่รวมประมาณ 12,000
ตารางกิโลเมตร
และมีปะการังมากกว่า 300 ชนิด
ซึ่งหากจะเปรียบเทียบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว
พื้นที่แนวปะการังของไทยจัดอยู่ในอันดับที่
3 รองจากประเทศฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย
แต่ในเรื่องความงดงามและความหลากหลายนั้น
แนวปะการังของไทยขึ้นชื่อลือนามติดอันดับ
1 ใน 10 ของโลก
ซึ่งแนวปะการังที่งดงามนี้
คือ
แนวปะการังของหมู่เกาะสิมิลันและหมู่เกาะสุรินทร์
-
แหล่งปะการังที่สำคัญบริเวณอ่าวไทยตอนบนฝั่งตะวันออก
ได้แก่ หมู่เกาะสีชัง (เกาะค้างคาว)
หมู่เกาะไผ่ (เกาะมารวิชัย)
หมู่เกาะล้าน
ในจังหวัดชลบุรี
อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า
หมู่เกาะเสม็ด
ในจังหวัดระยอง
อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง
หมู่เกาะหมาก หมู่เกาะกูด
ในจังหวัดตราด
บริเวณอ่าวไทยฝั่งตะวันตก
ได้แก่ หมู่เกาะหัวหิน
หมู่เกาะประจวบ
หมู่เกาะบางสะพาน (เกาะทะลุ)
ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
หมู่เกาะทุ่งวัวแล่น (เกาะไข่
เกาะง่าม) หมู่เกาะท่าตะเภา
หมู่เกาะสวี
ในจังหวัดชุมพร
หมู่เกาะเต่า
อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง
หมู่เกาะแตน หมู่เกาะสมุย
หมู่เกาะพงัน
ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
-
แหล่งปะการังในบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามัน
ได้แก่
อุทยานแห่งชาติแหลมสน
จังหวัดระนอง-พังงา
อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์
อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน
ในจังหวัดพังงา
อุทยานแห่งชาติสิรินาถ
เกาะเฮ เกาะราชา
ในจังหวัดภูเก็ต
อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี
อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา
จังหวัดกระบี่
อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม
จังหวัดตรัง
อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา
จังหวัดตรัง- สตูล
และอุทยานแห่งชาติตะรุเตา
จังหวัดสตูล ทั้งนี้
บริเวณที่ปะการังเจริญเติบโตได้ดีในทะเลอันดามันมักจะเป็นบริเวณที่มีกำบัง
ความสำคัญของปะการัง
ธรรมชาติได้เสกสร้างแนวปะการังไว้อย่างน่าอัศจรรย์
ความลึกลับซับซ้อนของซอกหลีบโพรงผาหินในห้วงทะเล
ที่นี่สังคมชีวิตดำเนินไปตามวิถีธรรมชาติอย่างแท้จริง
มีสายใยชีวิตผูกพันกันอย่างลึกซึ้งจนไม่อาจแยกจากกันได้
การหมุนเวียนถ่ายทอดพลังงานหรือห่วงโซ่อาหารในแนวปะการัง
คือ
ปัจจัยหลักที่กำเนิดความอุดมสมบูรณ์ให้กับท้องทะเล
ความสำคัญของแนวปะการังยังมีอีกมากมายหลายประการ
คือ
1)
ทำหน้าที่เป็นกำแพงธรรมชาติ
ลดความรุนแรงของการกัดเซาะชายฝั่งจากคลื่นลมและกระแสน้ำ
2)
เป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญให้มวลมนุษย์
3) เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย
หากิน
และแพร่กระจายพันธุ์ของสัตว์ทะเล
4)
แหล่งกำเนิดเม็ดทรายให้กับชายหาด
อาจเกิดจากการกัดกร่อนตามธรรมชาติ
หรือโดยการกระทำของสัตว์ทะเลบางชนิด
เช่น ปลานกแก้ว
5)
เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่สำคัญ
ช่วยให้เกิดการกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่น
6) เป็นแหล่งศึกษา ค้นคว้า
วิจัยทางธรรมชาติวิทยา
การอนุรักษ์แนวปะการัง
การขยายความเจริญอย่างรวดเร็วของบ้านเมือง
ตามกระแสโลกาภิวัตน์
ได้ส่งผลให้มีการนำเอาทรัพยากรชายฝั่งมาใช้ประโยชน์อย่างมากมายมหาศาล
รวมทั้งการพัฒนาที่มีผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อทรัพยากรชายฝั่ง
จนทำให้สถานภาพของแหล่งทรัพยากรชายฝั่งตกอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมอย่างน่าเป็นห่วง
แนวปะการัง
เป็นทรัพยากรที่มีความเปราะบางอย่างยิ่งและต้องใช้เวลานานมากกว่าที่จะฟื้น
คือ สภาพ
การป้องกันความเสียหายและรู้จักประโยชน์อย่างชาญฉลาด
จึงเป็นหนทางที่จะอนุรักษ์แนวปะการังให้คงอยู่คู่กับชายฝั่งทะเลไทยได้อย่างยั่งยืน
ซึ่งมีวิธีการดังนี้
1) ไม่เก็บหรือซื้อปะการัง
2)
ระมัดระวังในการท่องเที่ยวชมปะการัง
ไม่เหยียบย่ำลงบนแนวปะการัง
3)
ไม่ทิ้งขยะลงชายหาดและในทะเล
4)
งดเว้นการทิ้งสมอเรือลงในแนวปะการัง
โดยใช้วิธีผูกทุ่นแทน
หญ้าทะเล
ชีวิตมีจุดกำเนิดขึ้นในทะเล
ต่อมาในช่วงปลายของยุค Silurian
เมื่อประมาณ 400 ล้านปีมาแล้ว
พืชได้วิวัฒนาการเจริญเติบโตขึ้นไปอยู่บนบก
และต่อมาประมาณ 25
ล้านปีที่แล้ว
พืชใบเลี้ยงเดี่ยวที่มีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียบางชนิดได้มีวิวัฒนาการเจริญเติบโตกลับสู่ลงทะเลอีกครั้งหนึ่ง
เรียกว่า หญ้าทะเล
บริเวณที่มีหญ้าทะเลขึ้นอยู่
มักเป็นชายฝั่งที่มีคลื่นลมค่อนข้างสงบ
และเนื่องจากหญ้าทะเลมีการแพร่กระจายพันธุ์ทั้งแบบอาศัยเพศ
คือ การสร้างดอก ผล
และเมล็ด และอีกทางหนึ่ง
คือ แบบไม่อาศัยเพศ
โดยการแตกต้นใหม่จากลำต้นใต้ดิน
(Rhizome) เช่นเดียวกับการขยายพันธุ์ของหญ้าบนบกทั่วๆ
ไป จึงทำให้หญ้าทะเลหลายๆ
ชนิด
มักจะเจริญงอกงามปะปนกันติดต่อกันเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่
เรียกกันว่า แหล่งหญ้าทะเล
ชนิดของหญ้าทะเลและการแพร่กระจาย
หญ้าทะเล
เป็นพืชทะเลที่มีดอก
จะอยู่ในวงศ์พืชที่มีความสัมพันธ์กับพืชน้ำ
วงศ์แรก คือ
ไฮโดรคาริตาซีอี (Hydrocharitaceae)
มีอยู่ 3 สกุล 11ชนิด คือสกุล
Halophila, Thalassia และ Enhalus
ส่วนอีกวงศ์หนึ่ง คือ
โพตาโมจีตานาซีอี (Potamogetanaceae)
มีอยู่ 9 สกุล 34 ชนิด คือ
สกุล Phyllospadix, Zostera, Posidonia, Halodule, Thalassodendron,
Cymodocea, Syringodium, Amphibolisและ Heterozostera
ดังนั้น
หญ้าทะเลที่เราพบตามมหาสมุทรต่างๆ
ของโลกจึงมี 45 ชนิด
ส่วนใหญ่ของสกุลและชนิดหญ้าทะเลจะกระจัดกระจายอย่างแน่นอนในเขตร้อน
โดยเฉพาะทุกสกุลของหญ้าทะเลที่อยู่ในวงศ์ไฮโดรคาริตาซีอี
(Hydrocharitaceae)
จะมีลักษณะที่แสดงว่าเป็นพืชในเขตร้อน
และวงศ์โพตาโมจีตานาซีอี
(Potamogetanaceae)
ซึ่งบางสกุลอย่างเช่น Zostera
และ Phyllospadix
อันเป็นชนิดที่ขึ้นอยู่ในเขตอบอุ่น
สำหรับสกุล Posidonia
จะอยู่กระจายในเขตที่
ต่ำจากเขตอบอุ่นจนถึงบริเวณถัดจากเขตร้อนเล็กน้อย
โดยจะเจริญเติบโตอยู่ได้ทั่วไปในโล
กและมีความสามารถอยู่ได้ในทะเลและแหล่งน้ำกร่อยจนกระทั่งเข้ามาในบริเวณน้ำจืด
โดยทั่วไปแล้ว
หญ้าทะเลจะเจริญได้ดีในเขตร้อนและเขตอบอุ่น
มีอยู่เพียง 2-3 ชนิดเท่านั้น
ที่สามารถแพร่ขยายขึ้นไปจนถึงเส้นรุ้งสูงๆ
ได้ แต่ยังไม่ทราบเหตุผล
ว่า ทำไมหญ้าทะเลจึงปรากฎอยู่เพียงชนิดเดียว
คือ Heterozostera tasmasiica
ที่ชายฝั่งของอเมริกาใต้
ส่วนใหญ่ศูนย์กลางที่เป็นแหล่งที่เกิดของหญ้าทะเล
คือ
บริเวณเขตอบอุ่นแปซิฟิกเหนือ
แอตแลนติกเหนือ
ทะเลแคริเบียน ตะวันออกของอัฟริกา
และเขตร้อนทาง
แปซิฟิกตะวันตก
หญ้าทะเลมีการแพร่กระจายอย่างอุดมสมบูรณ์
มากในทวีปออสเตรเลีย พบว่า
มีหญ้าทะเล 11 สกุล
ยกเว้นสกุล Phyllospadix
เท่านั้นที่ไม่พบ
รวมทั้งหมด 30 ชนิด
ตลอดแนวชายฝั่งของทวีป
ตั้งแต่
เขตร้อนทางตอนเหนือ
ถึงเขตอบอุ่นทางตอนใต้ของ
ทวีป ยังพบว่าหญ้าทะเลสกุล
Halophila spp. (ยกเว้น H.australis), Cymodocea spp. (ยกเว้น
C.angustata), Halodule spp., Thalassia sp., Enhalus และ
Thalassodendron sp.
มักเจริญเติบโตในเขตร้อน
ส่วนใหญ่หญ้าทะเลสกุล Amphibolis
spp., Posidonia spp., Thalassodendron sp., Zostera spp. Heterozostera spp.เป็นกลุ่มที่เจริญเติบโตในเขตอบอุ่นของประเทศออสเตรเลีย
สำหรับชายฝั่งทะเลบริเวณอ่าวไทย
และทางฝั่งทะเลอันดามันของประเทศไทยนั้น
ปัจจุบันได้มีการสำรวจพบหญ้าทะเล
7 สกุล 12 ชนิด คือ Halophila ovalis, Halophila
beccarii, Halophila decipiens, Halophila ovala, Thalassia hemprichii,
Enhalus acoroides, Cymodocea rotundata, Cymodocea serrulata, Halodule
uninervis, Halodule pinifolia, Syringodium soetifolium และ Ruppia
maritima
ระบบนิเวศน์หญ้าทะเล
บทบาทที่สำคัญที่สุดของหญ้าทะเลในระบบนิเวศน์
คือ การเป็นผู้ผลิต (Producer)
ในห่วงโซ่อาหาร ส่วนต่างๆ
ของหญ้าทะเลโดยเฉพาะส่วนของใบซึ่งจะเน่าเปื่อยหลังจากตายลง
ซากเน่าเปื่อยที่สลายตัวลงเรียกว่า
"ดีไทรทัส"
และผลผลิตที่ได้จากขบวนการสังเคราะห์แสง
หญ้าทะเลจะปล่อยอินทรียสารที่ละลายน้ำได้สู่มวลน้ำและถูกถ่านเทออกไปยังนอกชายฝั่ง
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญต่อการหมุนเวียนของคาร์บอนในแหล่งน้ำ
โดยจะเป็นอาหารของแพลงค์ตอนพืชและสัตว์ต่อไป
ปลาบางชนิด หอย เม่น
และหอยฝาเดียวบางชนิดจะแทะเล็มหญ้าทะเลเป็นอาหาร
สัตว์เหล่านี้บางทีไม่ได้ย่อยสารเซลลูโลส
แต่มันจะดูดซึมเซลล์ที่อยู่ในใบหญ้าทะเล
หรือในสาหร่ายที่เกาะอยู่ตามผิวในเท่านั้น
สัตว์ใหญ่ที่กินหญ้าทะเลเป็นอาหารโดยตรง
ได้แก่ เต่าทะเล พะยูน
และนกเป็ดน้ำ เป็นต้น
ประโยชน์ของหญ้าทะเล
แหล่งหญ้าทะเลเป็นที่อยู่อาศัยและที่หาอาหารเพื่อการเจริญเติบโตของกุ้ง
หอย ปู
ปลานานาชนิดที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ
และมีคุณค่าต่อความสมดุลของระบบนิเวศน์
ขณะเดียวกัน
ยังเป็นแหล่งหลบภัยศัตรูจากผู้ล่า
ดังนั้น
จึงเป็นแหล่งที่เหมาะสำหรับการวางไข่
การอนุบาลของสัตว์ทะเลวัยอ่อน
เช่น ปลาเก๋า ปลาตูหนา ปู และกุ้งทะเลหลายชนิด
แหล่งหญ้าทะเลจึงเป็นแหล่งทำการประมงชายฝั่งที่สำคัญ
ประโยชน์ของแหล่งหญ้าทะเลทางเศรษฐกิจ
โดยตรงด้านอื่นนอกจากการประมงแล้ว
อาจจะมีอยู่อย่างจำกัด
เช่น ชาวอินเดียนตามชายฝั่งทะเลที่เมืองบาจา
แคลิฟอร์เนีย นำผลของหญ้า Zoptera
ไปใช้ประโยชน์ และในปาปัวนิวกินี
ชาวพื้นเมืองจะกินผลของ
Enhalus
ซึ่งจะมีดอกอย่างกระจัดกระจายเพียง
10% ตลอดทั้งปี
และนำส่วนใยสีดำของเส้นขอบใบ
Enhalus
ที่มีความเหนียวมากสานเป็นตาข่ายใส่ปลา
ประโยชน์ทางอ้อมของแหล่งหญ้าทะเลที่สำคัญอีกอย่างก็คือ
การเป็นเสมือนกำแพงชะลอความรุนแรงของกระแสน้ำที่พัดเข้าสู่ฝั่ง
ทำให้อัตราการพังทลายของชายฝั่งลดลง
แต่ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์ทะเลในบริเวณแหล่งหญ้าทะเล
และด้วยทำเลที่แหล่งหญ้าทะเลมักเกิดอยู่ใกล้ชายฝั่ง
จึงส่งผลให้แหล่งหญ้าทะเลถูกรบกวนและทำลายได้โดยง่าย
การทำการประมงที่ไม่ถูกวิธี
เช่น การใช้อวนรุน อวนลาก
การปล่อยน้ำเสียจากบ่อเพาะเลี้ยงกุ้ง
โรงงานอุตสาหกรรม
หรือชุมชนต่างๆ
โดยไม่ได้มีการบำบัด
การทำเหมืองแร่ตามชายฝั่ง
และการทำลายพื้นที่ป่าไม้อันเป็นกิจกรรมที่ทำให้น้ำที่ไหลลงสู่ชายฝั่งมีตะกอนมาก
ซึ่งตะกอนและน้ำเสียเหล่านี้เป็นอุปสรรคในการดำรงอยู่ของแหล่งหญ้าทะเล
จนในที่สุดก็จะตายไปและเหลือเพียงแต่หาดเลนที่สกปรกนั่นเอง
ในประเทศไทย
ชายฝั่งทะเลของจังหวัดตรัง
บริเวณอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม
เกาะตะลิบงและเกาะมุก
มีแหล่งหญ้าทะเลที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย
ซึ่งอาจจะเป็นแหล่งอาหารสำหรับพะยูนและเต่าทะเลที่สมบูรณ์ผืนสุดท้ายของประเทศไทย
จึงควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ให้แหล่งหญ้าทะเลนี้คงความสมบูรณ์ต่อไป
หากเราสามารถนำความรู้ทางด้านชีววิทยาทางทะเลที่มีอยู่หรือศึกษาค้นคว้าให้เพิ่มมากขึ้น
เพื่อที่จะเข้าใจธรรมชาติของสัตว์ทั้งสอง
ความรู้ที่ได้จะนำมาใช้ประโยชน์
จนสามารถทำฟาร์มเลี้ยงเต่าทะเลและพะยูนในบริเวณแหล่งหญ้าทะเลอย่างจริงจังในอนาคตได้
|