พังงาในอดีต

    ใครสักกี่จะรู้ว่าพังงาเมืองเล็กๆ ที่เจริญทางด้านการท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยว มาเที่ยวชม ปีละ หลายแสนคน ( ปี 46 ล้านคน) นั้น อดีต เพียงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา เคยเป็นเมืองที่ถือว่าเป็นเมืองกันดาร ที่ไม่มีใคร อยากมา ในโบราณถึงกับมีกฎหมายว่า "แม้ว่าชายไปเมืองจีน ไปทะเล เชียงใหม่ ไปพังงา ไปชวาฟ้าแดง ถ้าพ้นสามปีเจ็ดปี หญิง(เมีย)มีชู้ มิให้โทษแก่หญิงนั้น" เพราะการเดินทางสมัยก่อน ลำบากมาก มาถึงแล้ว ไม่อยากกลับ เพราะกลัวความลำบากในการเดินทาง(หรืออาจหลงความงาม ของสาวพังงาเสียก็ไม่รู้)

      มาบันทึกที่ได้อ่านมา ปีพ.ศ. ๒๔๘๙ หรือ เกือบ ๖๐ ปีที่ผ่านมา การเดินทาง จาก กรุงเทพฯ มาพังงา ต้องเดินทาง ทางรถไฟ ไปลงที่สุราษฎร์ แล้วจ้างเรือข้ามฟากแม่น้ำตาปี เพราะสะพานรถไฟถูกทิ้งระเบิดพังจมแม่น้ำ ตอนสงคราม แล้วต่อรถไฟอีกด้านหนึ่งของสะพาน ไปลงทุ่งสง (นครศรีธรรมราช) ต่อรถไปอำเภอกันตัง (จังหวัด ตรัง) แล้วลงเรือโดยสาร วกกลับ ไปภููเก็ต ทางรถยนต์จากพังงาไปภูเก็ตก็ไม่มี (ยังไม่มีสะพานสารสิน) ต้องลงเรือขนานยนต์ของ กรมทาง  ภูเก็ตชาวบ้านเรียกว่า "ทุ่งคา"

      ที่พังงาในเขตตัวเมือง เงียบเหงามาก เวลากลางคืน เสียงจักจั่นเรไร ร้องระงมวังเวง พอรุ่งสาง เสียงชะนีร้องโหยหวน มาจากบนเขา(ถ้าใครเคยมาพังงาจะเห็นว่าในตลาดตัวเมืองพังงา มีภูุเขา ล้อมรอบ) ไม่มีไฟฟ้าใช้ ต้องใช้ตะเกียงหลอด ตะเกียงใส้ ตะเกียงเจ้าพายุ ถนนโรยกรวดมีสายเดียว ผ่านตัวเมืองไม่มียางราด ภายในตัวเมืองมัแต่ภูเขาทั้งนั้น เรียกว่า เมืองในหุบเขา เรียกว่า มองไปทางไหน มีแต่ภูเขาเกลื่อนไปหมด สินค้าของใช้ของกินต่างๆ ก็แพงมาก(หลังสงคราม) เช่น ข้าวสารที่กรุงเทพฯ ถังละ ๒๔ บาท ที่พังงาตกถังละ ๔๕-๕๐ บาท แล้วยังแดงเหมือน ข้าวเรือนจำด้วย ทางการเขาให้จัดเป็นจังหวัดกันดาร

     ที่พังงานั้น ถือเสมือนภูเก็ต เป็นเมืองหลวง เอะอะอะไรก็ไปทุ่งคา(ถ้าใครเคยทราบเรื่องราวเกี่ยวกับ การสร้างเมืองพังงา -ภูเก็ต จะรู้ว่าประวัติศาสตร์พังง-ภูเก็ตเกี่ยวพันธ์กันชนิดที่ถ้าเล่าเรื่องเมืองหนึ่ง ก็จะต้องกล่าวถึงอีก เมืองหนึ่ง เพราะมีการย้ายส่วนการ การปกครองจากภูเก็ตมาพังงา จากพังงาไป ภูเก็ต หลายครั้ง) เรื่องจะไปกรุงเทพฯ นั้นไม่จำเป็นไม่มีใครเขาไปกันหรอก เพราะต้องข้ามน้ำข้ามทะเล ขึ้นรถแล้วลงเรือ ขึ้นเรือ  ต่อรถไฟ  ใครได้ไปก็กลับมาคุยกันเป็นเดือน แลดูโก้มาก เรียกว่าไปบางกอก คนที่ภูเก็ต พังงา ตะกั่วป่า มักจะส่งลูก หลาน ไปเรียนที่ปีนัง เพราะใกล้กว่า และเชื่อฝีมือมากกว่า (เพราะเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ) ยังจำได้ เมื่อ ๑๐-๒๐ ปี ก่อนเด็กนักเรียนได้เรียน ภาษาอังกฤษ แล้วเจออาแป๊ะแก่ๆ คนหนึ่ง อยากจะอวดว่าตัวเองเก่งพูดภาษาอังกฤษเป็น ก็เลยเอาภาษาที่เรียนมา ถามอวดอาแป๊ะ ปรากฎว่า อาแป๊ะ ตอบเป็นภาษาอังกฤษ ชนิดที่ฟังไม่ทัน จึงได้รู้ ว่าแกเป็นนักเรียนเก่า ปีนัง ซึ่งมีอยู่มากใช้ได้ในสมัยนั้น

    ตลาดสดในยุคนั้น ต้องไปแต่เช่ามืด เขาซื้อขายกันตั้งแต่ยังไม่สว่าง ต้องจุดตะเกียงขาย กัน พอสว่างก็เลิกขายกันแล้ว ได้กินของสดจริงๆ เช่น หมู ไก่ ปลา เป็นต้น ชาวพังงาสมัยนั้น เขาเลือก ของกินกันมาก ไม่กินปลาน้ำจืดทุกชนิด(คนสมัยแก่ๆสมัยนี้ส่วนมากก็ไม่ค่อยกิน)ไม่ว่า ปลาช่อน ปลาดุก ปลาบู่ ปลาตะเพียน ปลาไหล รวมถึงเต่า ตะพาบน้ำ กบ กินแต่ปลาทะเล(มีมาก สดด้วย) หมูเป็ด ไก่ กุ้ง น้ำปลาก็ไม่กินใช้เกลือ ซีอิ้วขาวแทน (ธรรมเนียมจีนปัจจุบันบางบ้านก็ยังไม่กินน้ำปลา บอกว่าคาว)

      กิจการเหมืองแร่ดีบุก เป็น เศรษฐกิจหลักของจังหวัด พอสงครามก็ต้อง ปิดกิจการ เมื่อสงครามเลิก เหมืองแร่ต่างๆ เริ่มเปิดดำเนินการ ทำให้ พังงาคึกครื้นขึ้น ตอนสงครามส่งแร่ออกนอกไม่ได้ หยุดกัน เกือบหมด ที่ทำกันบ้างก็เอามาถลุงเป็นแท่ง เป็นโลหะเก็บไว้เป็นทรัพย์สิน การซื้อแร่ ตอนนั้น ยังไม่มี โรงถลุงแร่ดีบุกที่ภูเก็ต จึงส่งไปขายที่มลายูเกือบทั้งหมด เพราะที่มลายูเขามีโรงถลุง สำหรับที่พังงา ก็มีเรือจากปีนัง มาขนแร่ ที่ซื้อขายที่ อ่าวพังงา โดยเรือลากจูงเรือบรรทุกแร่ จากท่าเรือพังงา  ไปส่งเรือใหญ่ ที่จอดอยู่ในทะเลอีกทอดหนึ่ง

      การคมนาคมภายใยจังหวัด ถนนระหว่างพังงาไป ตะกั่วป่า  ระยะทาง ร้อยยี่สิบกว่ากิโลเมตร ถนนเลวมาก ไม่ลาดยางเลย ขรุขระ เป็นหลุม เป็นบ่อ สะพานก็เป็นสะพานแคบๆ ทำด้วยไม้ ถ้าพังก็ทำ สะพานเบี่ยง เวลาฝนตก บางตอนเขา ก็เอาท่อนไม้บ้าง กิ่งไม้บ้าง ไปว่างที่เละๆ เป็นลุกระนาด รถวิ่งไป ก็กระแทกโคลนเละๆกระเด็นขึ้นมาต้องระวังตัวให้ดี วิ่งเร็วไม่ได้ ต้องค่อยๆไป(สมัยนั้นน่าจะมีรถโฟล์วิน)

้เพราะ้ถ้าวิ่งเร็วและเป็นรถหนัก อาจจะลื่นตกลงไปในคูข้างทางได้

       ราวๆ เดือน กรกฎาคม ๒๔๙๖ ทางพังงาเขาตั้งโรงไฟฟ้าแล้วไป ติดที่บ้าน ที่พังงาไม่มีไฟฟ้า ใช้มาก่อน เลยเห่อกันทุกบ้านที่อยู่ริมถนน ไปซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ภูเก็ตกัน ทุกบ้านสว่างไสวไปด้วย ไฟนิออน

     เมื่อประมาณปี ๒๕๓๐ กว่าๆหรือ ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา คงจะจำได้พังงา ภูเก็ตกรุงเทพฯและปริมณฑล เคยครอง แชมป์ค่าแรงขั้นต่ำอยู่อันดับ ๑ ของประเทศ ตอนนี้ จังหวัดพังงา ค่าแรงขั้นต่ำล่วงลงมากไม่รู้ ติดอยู่อันดับไหนแล้ว สมัยนั้น พังงาเราเงียบเหงามาก ในตลาดอำเภอเมือง ถ้าเลย ๖โมงเย็นไปแล้ว แทบไม่เห็นผู้คน ร้านค้าปิดหมด มีรถ นานๆ วิ่งมาสักคันหนึ่ง เพิ่งมาเริ่มครึกครื้นอีกครั้ง เมื่อประมาณปี ๒๕๓๔-๓๖ อีกครั้ง ด้วยกิจการ เลั้ยงกุ้งสมัยนั้น ใครเป็นเถ่าแก่บ่อกุ้งเท่ห์มาก ปี ๓๗ มีเทคโนโลยี เพิ่มเข้ามาอีกอย่าง คือมือถือ ตอนนั้น ตกเครื่องละ๔-๕หมื่นบาท หากใครพกมือถือ เขาก็จะรู้ว่า เป็นนายหัวบ่อกุ้ง (เครื่องใหญ่แอบไว้ที่ไหนก็ไม่มิด) และสิ่งที่ตามมา ติดๆพร้อมกับมือคือแรงงานพม่า ที่มีล้นเมือง ดังที่เห็นในขณะนี้.............

 

สิ่งแวดล้อมทะเลไทย /จดหมายเหตุ ร.๖ / คอจู้เจียง / พังงาในอดีต / เผ่ามอแกน(ชาวเล)
 มารู้จักสึนามิ / 10 ข้อ ระวังภัยสึนามิ /  พิพิธภัณฑ์สึนามิ / รวมสกุ๊ป-ภาพสึนามิ / ธาตุแท้เห็นได้เมื่อภัยมา

Copyright © 2004  phangngacity.comE-mail